แชร์

เท้าบวม หนังตาบวม สัญญาณเตือนสุขภาพที่ไม่ควรมองข้าม! อาจไม่ใช่แค่โรคไต

อาการเท้าบวมและหนังตาบวม เป็นอาการที่หลายคนอาจเคยพบ โดยเฉพาะหลังตื่นนอนหรือหลังยืนและนั่งเป็นเวลานาน แม้บางครั้งอาการบวมจะเกิดจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน แต่ในบางกรณีอาจเป็นสัญญาณเตือนของความผิดปกติภายในร่างกาย เช่น โรคไต โรคหัวใจ ภาวะโปรตีนในเลือดต่ำ หรือการอักเสบของเนื้อเยื่อ

การทำความเข้าใจสาเหตุและสังเกตความผิดปกติของร่างกายจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้สามารถเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและรักษาได้อย่างเหมาะสม

อาการบวมเกิดขึ้นได้อย่างไร?

อาการบวม (Edema) เกิดจากการสะสมของของเหลวมากกว่าปกติในเนื้อเยื่อของร่างกาย โดยปกติร่างกายจะควบคุมสมดุลของน้ำและเกลือแร่ผ่านการทำงานร่วมกันของไต หัวใจ และหลอดเลือด

เมื่อระบบดังกล่าวทำงานผิดปกติ หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงของแรงดันภายในหลอดเลือด ของเหลวอาจเคลื่อนออกจากหลอดเลือดเข้าสู่เนื้อเยื่อมากขึ้น ส่งผลให้เกิดอาการบวมตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

บทบาทของโปรตีนอัลบูมิน (Albumin)

อัลบูมินเป็นโปรตีนสำคัญในเลือดที่ช่วยรักษาแรงดันออนโคติก ทำให้ของเหลวคงอยู่ภายในหลอดเลือด หากระดับอัลบูมินต่ำมาก อาจทำให้ของเหลวเคลื่อนเข้าสู่เนื้อเยื่อได้ง่ายขึ้นและเกิดอาการบวม

3 สาเหตุสำคัญที่อาจทำให้เกิดอาการบวม

1.โรคไตและความผิดปกติของการทำงานของไต

ไตมีหน้าที่กรองของเสียและควบคุมสมดุลน้ำและเกลือแร่ในร่างกาย หากไตทำงานลดลง อาจทำให้ร่างกายขับน้ำและโซเดียมส่วนเกินได้ไม่เพียงพอ ส่งผลให้เกิดอาการบวม

นอกจากนี้ โรคไตบางชนิดทำให้โปรตีนรั่วออกทางปัสสาวะมากผิดปกติ จนอาจส่งผลให้ระดับอัลบูมินในเลือดลดลง

อาการที่อาจพบร่วมกัน

  • หนังตาหรือรอบดวงตาบวม โดยเฉพาะช่วงเช้า
  • เท้าและข้อเท้าบวม
  • ปัสสาวะมีฟองมากผิดปกติอย่างต่อเนื่อง
  • ปริมาณปัสสาวะเปลี่ยนแปลง
  • อ่อนเพลียหรือมีความดันโลหิตสูง

2.ภาวะหัวใจทำงานลดลง

เมื่อหัวใจสูบฉีดเลือดได้ไม่เพียงพอ อาจทำให้เกิดการคั่งของเลือดในระบบหลอดเลือดดำและการสะสมของของเหลวในร่างกายอาการบวมจากภาวะหัวใจล้มเหลวมักพบที่เท้า ข้อเท้า และขาส่วนล่าง โดยเฉพาะในผู้ที่นั่งหรือยืนเป็นเวลานาน

อาการที่อาจพบร่วมกัน

  • เหนื่อยง่ายกว่าปกติ
  • หายใจลำบากเมื่อนอนราบ
  • น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากการคั่งของน้ำ
  • อ่อนเพลียและทำกิจกรรมได้น้อยลง

3.การอักเสบของเนื้อเยื่อ

การอักเสบทำให้หลอดเลือดบริเวณที่ได้รับผลกระทบมีการซึมผ่านของของเหลวเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดอาการบวมเฉพาะที่
อาจเกิดจากการบาดเจ็บ การติดเชื้อ หรือปฏิกิริยาภูมิแพ้

อาการที่อาจพบร่วมกัน

  • บวมเฉพาะบริเวณ
  • ผิวหนังแดงหรือร้อน
  • มีอาการเจ็บหรือกดแล้วปวด
  • บางกรณีอาจมีไข้ร่วมด้วย

นอกจากสามสาเหตุข้างต้น อาการบวมยังอาจเกี่ยวข้องกับโรคตับ ความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ หลอดเลือดดำทำงานผิดปกติ การใช้ยาบางชนิด หรือการรับประทานอาหารที่มีโซเดียมสูง

ทำไมจึงเกิดอาการบวมบริเวณหนังตาและหลังเท้า?

หนังตาบวม

เนื้อเยื่อรอบดวงตามีลักษณะบางและค่อนข้างอ่อนนุ่ม จึงสามารถสังเกตเห็นการสะสมของของเหลวได้ง่าย โดยเฉพาะหลังตื่นนอน

อาการหนังตาบวมอาจเกี่ยวข้องกับการคั่งของน้ำ โรคไต ภูมิแพ้ หรือการอักเสบเฉพาะที่ จึงไม่สามารถใช้ตำแหน่งที่บวมเพียงอย่างเดียวในการวินิจฉัยโรคได้

หลังเท้าและข้อเท้าบวม

บริเวณเท้าและข้อเท้าเป็นตำแหน่งส่วนล่างของร่างกาย เมื่อยืนหรือนั่งนาน ๆ แรงโน้มถ่วงอาจทำให้ของเหลวสะสมบริเวณดังกล่าวมากขึ้น

อาการบวมอาจสังเกตเห็นได้ชัดในช่วงเย็น โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาการไหลเวียนของเลือดหรือมีภาวะคั่งของน้ำในร่างกาย

อาการบวมแบบไหนที่ควรพบแพทย์?

ควรเข้ารับการตรวจหากมีอาการดังต่อไปนี้

  • อาการบวมเกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • บวมต่อเนื่องหลายวันหรือมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น
  • หนังตาบวมร่วมกับเท้าบวม
  • ปัสสาวะผิดปกติ หรือปัสสาวะมีฟองมากต่อเนื่อง
  • น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นรวดเร็วโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • ขาข้างเดียวบวมอย่างฉับพลัน โดยเฉพาะเมื่อมีอาการปวด แดง หรือร้อน

สัญญาณอันตราย: หากอาการบวมร่วมกับเจ็บหน้าอก หายใจลำบาก หน้ามืดรุนแรง หรือมีอาการบวมฉับพลันของลิ้นและลำคอ ควรเข้ารับการรักษาฉุกเฉินทันที

การตรวจวินิจฉัยอาการบวม

แพทย์อาจพิจารณาการตรวจตามอาการและประวัติสุขภาพ เช่น

1.การตรวจปัสสาวะ (Urinalysis) เพื่อตรวจหาความผิดปกติ เช่น โปรตีนหรือเลือดในปัสสาวะ

2.การตรวจการทำงานของไต เช่น Creatinine และ eGFR

3.การตรวจระดับอัลบูมินในเลือด เพื่อประเมินภาวะโปรตีนในเลือดต่ำ

4.การตรวจการทำงานของตับ เมื่อสงสัยโรคตับ

5.การประเมินการทำงานของหัวใจ เช่น คลื่นไฟฟ้าหัวใจหรืออัลตราซาวนด์หัวใจ เมื่อมีข้อบ่งชี้

การตรวจที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ และไม่จำเป็นต้องตรวจทุกรายการในผู้ป่วยทุกคน

วิธีดูแลตนเองเบื้องต้นเมื่อมีอาการบวม

  • ลดการรับประทานอาหารเค็มจัดและอาหารที่มีโซเดียมสูง
  • หลีกเลี่ยงการนั่งหรือยืนในท่าเดิมเป็นเวลานาน
  • ขยับร่างกายและเดินเบา ๆ ตามความเหมาะสม
  • ยกขาสูงขณะพัก หากไม่มีข้อห้ามทางการแพทย์
  • สังเกตอาการบวมและติดตามน้ำหนักตัว
  • ไม่ซื้อยาขับปัสสาวะมารับประทานเอง
  • ผู้ที่มีโรคไตหรือโรคหัวใจควรปฏิบัติตามคำแนะนำเรื่องปริมาณน้ำและอาหารจากแพทย์

สรุป

อาการเท้าบวมและหนังตาบวมอาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่บางครั้งอาจสะท้อนถึงความผิดปกติของการทำงานของไต หัวใจ หรือระบบอื่น ๆ ภายในร่างกาย

อย่ามองข้ามอาการบวมที่เกิดขึ้นบ่อยหรือไม่ทราบสาเหตุ การตรวจประเมินอย่างเหมาะสมสามารถช่วยค้นหาความผิดปกติและนำไปสู่การดูแลรักษาได้อย่างทันท่วงที


บทความที่เกี่ยวข้อง
ดอกบัวลายเส้นสีทองเปล่งแสงอ่อนบนพื้นขาวนวล สัญลักษณ์มูลนิธิเวลเนสแคร์ สื่อถึงความบริสุทธิ์และการฟื้นฟูสุขภาพองค์รวมด้วยธรรมชาติบำบัด
ประมวลภาพความประทับใจและองค์ความรู้ด้านสุขภาพจากงานสัมมนาโดย นพ.บุญชัย อิศราพิสิษฐ์ ร่วมวางแผนชีวิตวัยเกษียณและเรียนรู้วิธีพิชิตโรค NCDs มะเร็ง และโรคไต ด้วยวิถีธรรมชาติบำบัด
1 มี.ค. 2026
มหกรรมส่งเสริมพลคนรักสุขภาพ - นพ.บุญชัย อิศราพิสิษฐ์ พูดคุยเรื่อง NCDs ที่พุทธวิชชาลัย 15 มีนาคม
อ่านเรื่องราวการกลับมาสิ้นสุดอย่างสวยงามของกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพดีของคนไทย โดยมูลนิธิเวลเนสแคร์ ด้วย Q&A เชิงลึก ผู้บริหารจัดการ และแพทย์เชี่ยวชาญ
9 เม.ย. 2026
Liver detox  ล้างพิษตับ กาย จิต  ศาสตร์ เวลเนส
การดีท็อกซ์ตับ คือ การให้วิตามินต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น วิตามินซี วิตามินบี กลูตาไธโอน แมกนีเซียม และสารอาหารต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยเข้าไปส่งเสริมการทำงานของตับ
20 ก.ย. 2024
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy