แชร์

โปรตีน คืออะไร และทำไมร่างกายจึงจำเป็นต้องได้รับทุกวัน?

โปรตีนเป็นสารอาหารหลักที่มีบทบาทสำคัญต่อร่างกายทุกช่วงวัย เมื่อรับประทานอาหารที่มีโปรตีน ร่างกายจะย่อยโปรตีนให้เป็น กรดอะมิโน (Amino Acids) แล้วนำไปใช้สร้างและซ่อมแซมเนื้อเยื่อ สร้างกล้ามเนื้อ เอนไซม์ ฮอร์โมน และส่วนประกอบของระบบภูมิคุ้มกัน

ดังนั้นโปรตีนจึงไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะกับผู้ที่ออกกำลังกายหรือสร้างกล้ามเนื้อเท่านั้น แต่ยังมีความสำคัญต่อเด็ก ผู้ใหญ่ และโดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีโอกาสสูญเสียมวลกล้ามเนื้อได้ง่ายขึ้นตามวัย

ประโยชน์ของโปรตีนต่อร่างกาย

โปรตีนช่วยซ่อมแซมเซลล์และเนื้อเยื่อที่สึกหรอ ช่วยคงมวลกล้ามเนื้อและความแข็งแรงของร่างกาย รวมถึงช่วยให้ระบบต่าง ๆ ทำงานได้ตามปกติ เช่น ระบบภูมิคุ้มกัน การสร้างฮอร์โมน และการสร้างเอนไซม์ต่าง ๆ นอกจากนี้ อาหารที่มีโปรตีนยังช่วยให้อิ่มนานขึ้น จึงอาจมีส่วนช่วยในการควบคุมปริมาณอาหารเมื่อรับประทานอย่างเหมาะสม

แหล่งโปรตีนที่พบได้ในอาหารทั่วไป เช่น ปลา ไข่ เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน นมและผลิตภัณฑ์จากนม ถั่ว เต้าหู้ และผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง การเลือกรับประทานจากหลายแหล่งจะช่วยให้ได้รับสารอาหารที่หลากหลายมากขึ้น

กินโปรตีนมาก ยิ่งแข็งแรงจริงหรือ?

ไม่จำเป็นเสมอไป เพราะความต้องการโปรตีนของแต่ละคนแตกต่างกันตามอายุ น้ำหนักตัว กิจกรรมทางกาย ภาวะสุขภาพ และโรคประจำตัว การรับประทานโปรตีนเสริมหรือโปรตีนปริมาณมากโดยไม่ประเมินความจำเป็น อาจทำให้ได้รับพลังงานหรือสารอาหารบางชนิดเกินความต้องการ

สำหรับผู้ใหญ่สุขภาพดี แนวทางทั่วไปมักใช้โปรตีนประมาณ 0.8 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน เป็นค่าพื้นฐาน แต่ผู้สูงอายุ ผู้ที่ออกกำลังกาย ผู้ที่อยู่ในช่วงพักฟื้น หรือผู้ที่มีโรคบางชนิดอาจมีความต้องการแตกต่างออกไป จึงควรประเมินเป็นรายบุคคล

เมื่อร่างกายย่อยโปรตีน เกิดอะไรขึ้น?

หลังจากร่างกายนำกรดอะมิโนไปใช้งานแล้ว จะเกิดของเสียจากกระบวนการเผาผลาญไนโตรเจน หนึ่งในนั้นคือ ยูเรีย ซึ่งตับมีส่วนในการสร้างและไตทำหน้าที่ขับออกทางปัสสาวะ

ค่าที่เรียกว่า BUN หรือ Blood Urea Nitrogen เป็นหนึ่งในค่าตรวจเลือดที่แพทย์อาจใช้ประกอบการประเมินสุขภาพและการทำงานของไต อย่างไรก็ตาม ค่า BUN สามารถเปลี่ยนแปลงได้จากหลายปัจจัย เช่น ภาวะขาดน้ำ ปริมาณโปรตีนที่รับประทาน ยาบางชนิด หรือภาวะเจ็บป่วย จึงไม่ควรแปลผลจากตัวเลขเพียงค่าเดียว

โปรตีนกับไตและตับ ต้องระวังแค่ไหน?

สำหรับคนที่ไตและตับทำงานปกติ การรับประทานโปรตีนในปริมาณเหมาะสมและได้รับจากอาหารที่หลากหลายโดยทั่วไปถือเป็นส่วนหนึ่งของอาหารสุขภาพ

แต่ผู้ที่มี โรคไตเรื้อรัง โรคตับ หรือภาวะสุขภาพเฉพาะบางอย่าง อาจจำเป็นต้องปรับปริมาณและชนิดของโปรตีนตามระยะของโรค การลดหรือเพิ่มโปรตีนด้วยตนเองอาจไม่เหมาะสม เพราะในบางภาวะร่างกายกลับต้องการโปรตีนมากขึ้นเพื่อป้องกันภาวะขาดสารอาหารและการสูญเสียกล้ามเนื้อ

ดังนั้นผู้ที่มีโรคประจำตัวควรให้แพทย์หรือนักกำหนดอาหารเป็นผู้ประเมินปริมาณที่เหมาะสม

โปรตีนทำให้เกิดมะเร็งหรือไม่?

การกล่าวว่า “กินโปรตีนมากแล้วทำให้เซลล์มะเร็งเติบโต” เป็นการสรุปที่กว้างเกินไป ปัจจุบันไม่ควรเหมารวมว่าโปรตีนจากอาหารเป็นสาเหตุโดยตรงของมะเร็ง เพราะการเกิดมะเร็งมีปัจจัยเกี่ยวข้องหลายด้าน เช่น พันธุกรรม อายุ พฤติกรรมการใช้ชีวิต การสูบบุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ น้ำหนักตัว และรูปแบบอาหารโดยรวม

สิ่งที่ควรให้ความสำคัญมากกว่าคือ ชนิดของอาหารและรูปแบบการรับประทานโดยรวม เช่น เลือกปลา ถั่ว ไข่ และเนื้อไม่ติดมันเป็นแหล่งโปรตีนหลัก ลดอาหารแปรรูป เนื้อสัตว์แปรรูป และอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวหรือโซเดียมสูง

สำหรับผู้ป่วยมะเร็ง โปรตีนกลับเป็นสารอาหารที่มีความสำคัญ เพราะผู้ป่วยบางรายอาจมีน้ำหนักลด สูญเสียมวลกล้ามเนื้อ หรือรับประทานอาหารได้น้อย การจำกัดโปรตีนโดยไม่มีคำแนะนำจากทีมรักษาอาจทำให้เกิดภาวะขาดสารอาหารได้

ผู้สูงอายุยิ่งต้องใส่ใจเรื่องโปรตีน

เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายมีแนวโน้มสูญเสียมวลกล้ามเนื้อและความแข็งแรง โดยเฉพาะผู้ที่รับประทานอาหารได้น้อย มีปัญหาการเคี้ยวและกลืน หรือพักฟื้นจากการเจ็บป่วย

ครอบครัวจึงควรสังเกตว่าผู้สูงอายุได้รับอาหารครบถ้วนหรือไม่ และพยายามกระจายอาหารที่มีโปรตีนในแต่ละมื้อ เช่น ไข่ ปลา เต้าหู้ นม หรือเนื้อสัตว์ที่ปรุงให้นุ่มและรับประทานง่าย แทนที่จะเพิ่มอาหารเสริมโปรตีนในปริมาณสูงทันที

หลักง่าย ๆ ในการกินโปรตีนให้ดีต่อสุขภาพ

1.เลือกโปรตีนจากอาหารธรรมชาติและหลากหลาย เช่น ปลา ไข่ ถั่ว เต้าหู้ และเนื้อไม่ติดมัน
2.กระจายอาหารที่มีโปรตีนในแต่ละมื้อ แทนการรับประทานปริมาณมากในมื้อเดียว
3.ไม่จำเป็นต้องพึ่งโปรตีนผงหรืออาหารเสริม หากอาหารในแต่ละวันเพียงพออยู่แล้ว
4.ผู้สูงอายุควรรับประทานโปรตีนควบคู่กับการเคลื่อนไหวหรือออกกำลังกายตามความเหมาะสม เพื่อช่วยรักษามวลกล้ามเนื้อ
5.ผู้ที่มีโรคไต โรคตับ มะเร็ง หรือโรคเรื้อรัง ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารก่อนปรับปริมาณโปรตีน

สรุป

โปรตีนเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อชีวิต แต่หัวใจสำคัญไม่ใช่การรับประทานให้มากที่สุด แต่คือการรับประทาน “ให้เพียงพอและเหมาะกับร่างกายของแต่ละคน” การเลือกแหล่งโปรตีนคุณภาพดี รับประทานอาหารให้หลากหลาย และคำนึงถึงสุขภาพโดยรวม จะช่วยให้ร่างกายได้รับประโยชน์จากโปรตีนอย่างเหมาะสมและปลอดภัย


บทความที่เกี่ยวข้อง
วิธีรับมือและบำบัดเบาหวาน ฉบับเข้าใจง่าย ทำได้จริงในชีวิตประจำวัน
โรคเบาหวานเป็นภาวะเรื้อรังที่สามารถควบคุมได้ หากเข้าใจหลักการดูแลตัวเองอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะเรื่องอาหาร การควบคุมปริมาณน้ำตาลและแป้ง รวมถึงการเลือกวัตถุดิบที่มีประโยชน์ เช่น ผักสด ธัญพืชไม่ขัดสี โปรตีนคุณภาพดี และผลไม้ที่มีน้ำตาลไม่สูง ควบคู่กับการรับประทานอาหารในปริมาณที่เหมาะสม บทความนี้จะพาไปรู้จักแนวทางรับมือเบาหวานแบบเข้าใจง่าย ตั้งแต่หลัก “ลด–คุม–กินให้เป็น” การเลือกอาหารที่ช่วยควบคุมระดับน้ำตาล ไปจนถึงเทคนิคการรับประทานอาหารที่สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อช่วยให้การดูแลสุขภาพและควบคุมเบาหวานเป็นเรื่องที่ทำได้อย่างต่อเนื่อง
1 ก.ย. 2026
รู้ทัน “น้ำตาลธรรมชาติ” กินอย่างไรไม่ให้สุขภาพพัง
“น้ำตาลจากธรรมชาติ” ไม่ได้หมายความว่าจะกินได้ไม่จำกัด เพราะน้ำตาลจากน้ำผึ้ง ผลไม้สุก หรือผลไม้แห้ง หากรับประทานมากเกินไปก็อาจทำให้ได้รับน้ำตาลและพลังงานเกินความต้องการได้ โดยเฉพาะอาหารที่ผ่านการแปรรูปหรือมีใยอาหารน้อย การเลือกกินอย่างเหมาะสมจึงควรเน้น ผลไม้สดทั้งผล ธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง และอาหารที่มีใยอาหารสูง เพื่อช่วยให้การย่อยและการดูดซึมน้ำตาลเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป พร้อมรับสารอาหารที่จำเป็นอย่างครบถ้วนในปริมาณที่เหมาะสม
24 ส.ค. 2026
รู้ทัน ป้องกันได้! ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B อาการแบบไหน ต้องระวัง?
ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B เป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่สามารถพบได้ในทุกช่วงวัย และแพร่กระจายได้ง่ายผ่านละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อ ผู้ป่วยมักมีอาการไข้สูง ไอ เจ็บคอ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว คลื่นไส้ อาเจียน หรืออ่อนเพลีย ซึ่งในบางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ ไซนัสอักเสบ หรือหลอดลมอักเสบได้ การรู้เท่าทันอาการ ดูแลสุขอนามัย ล้างมือเป็นประจำ สวมหน้ากากเมื่ออยู่ในพื้นที่แออัด หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้ป่วย และรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี จะช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อและลดความรุนแรงของโรคได้ โดยเฉพาะเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ หากมีไข้สูง ไอ หรือเจ็บคอต่อเนื่องนาน 2–3 วัน ควรพบแพทย์เพื่อรับการประเมินอย่างเหมาะสม
13 ก.ย. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy