ก้อนเนื้อในตับและถุงน้ำดี ต้องผ่าตัดทุกกรณีหรือไม่?
เมื่อได้รับผลตรวจว่า “พบก้อนในตับ” หรือ “พบก้อนในถุงน้ำดี” หลายคนอาจกังวลทันทีว่าเป็นมะเร็งและต้องผ่าตัด แต่ในความเป็นจริง ก้อนที่ตรวจพบมีได้หลายชนิด ตั้งแต่ความผิดปกติที่ไม่เป็นอันตรายและเพียงติดตามอาการ ไปจนถึงก้อนที่มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งซึ่งจำเป็นต้องได้รับการรักษา
ดังนั้น การตัดสินใจว่าจะ ติดตามอาการ ผ่าตัด หรือรักษาด้วยวิธีอื่น ไม่ได้พิจารณาจากการมีก้อนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องประเมินชนิด ขนาด ตำแหน่ง ลักษณะจากภาพตรวจ อัตราการโตของก้อน อาการของผู้ป่วย การทำงานของตับ และสุขภาพโดยรวมร่วมกัน
ก้อนในตับ ไม่ได้หมายความว่าเป็นมะเร็งเสมอไป
ก้อนในตับสามารถแบ่งกว้าง ๆ ได้เป็น ก้อนชนิดไม่ร้ายแรง และ ก้อนมะเร็งหรือก้อนที่มีความเสี่ยงสูง
ก้อนชนิดไม่ร้ายแรงที่พบได้ เช่น
- Hemangioma หรือเนื้องอกหลอดเลือดในตับ เป็นก้อนชนิดไม่ร้ายแรงที่พบได้บ่อย หากมีลักษณะชัดเจนจากภาพตรวจ ขนาดไม่มากและไม่มีอาการ หลายกรณีไม่จำเป็นต้องรักษาหรือผ่าตัด
- ถุงน้ำในตับ (Liver cyst) ถุงน้ำธรรมดาส่วนใหญ่มักไม่ก่อให้เกิดอันตรายและอาจไม่ต้องรักษา หากไม่มีอาการหรือภาวะแทรกซ้อน
- Focal Nodular Hyperplasia (FNH) เป็นก้อนชนิดไม่ร้ายแรงอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งหากวินิจฉัยได้ชัดเจนและไม่มีอาการ มักสามารถติดตามได้
- ก้อนไขมันหรือความผิดปกติจากไขมันสะสมในตับ บางครั้งอาจเห็นเป็นบริเวณคล้ายก้อนในการตรวจภาพถ่าย จึงต้องอาศัยแพทย์แยกจากก้อนชนิดอื่น
แนวทางของ EASL ระบุว่าก้อนเนื้อตับชนิดไม่ร้ายแรงหลายชนิดสามารถพบโดยบังเอิญจากการตรวจภาพและมีการดำเนินโรคที่ไม่รุนแรง ขณะที่ข้อมูลจาก AASLD ระบุว่า hepatic hemangioma ที่มีลักษณะจำเพาะ ขนาดเล็กและไม่มีอาการอาจไม่จำเป็นต้องรักษาเพิ่มเติม
เมื่อไร “ก้อนในตับ” อาจต้องพิจารณารักษาหรือผ่าตัด?
แพทย์อาจพิจารณาการรักษาเพิ่มเติมเมื่อพบว่า
- ก้อนมีลักษณะสงสัยหรือได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง
- ก้อนมีขนาดใหญ่หรือมีแนวโน้มโตขึ้น
- มีอาการ เช่น ปวดหรือแน่นบริเวณชายโครงขวา
- ก้อนกดเบียดอวัยวะหรือหลอดเลือดข้างเคียง
- มีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน
- ไม่สามารถระบุชนิดของก้อนได้แน่ชัดจากการตรวจเบื้องต้น
- ผลตรวจและปัจจัยของผู้ป่วยบ่งชี้ว่าการรักษาจะให้ประโยชน์มากกว่าการเฝ้าติดตาม
สำหรับ มะเร็งตับ ไม่ใช่ผู้ป่วยทุกคนที่จะต้องผ่าตัดทันที การรักษาอาจประกอบด้วยการผ่าตัด การปลูกถ่ายตับ การรักษาเฉพาะจุด หรือการรักษาด้วยยา โดยเลือกตามระยะของโรค การทำงานของตับ ตำแหน่งและจำนวนก้อน รวมถึงสุขภาพของผู้ป่วย แนวทาง EASL ฉบับปรับปรุงปี 2024 เน้นการประเมินผู้ป่วยเป็นรายบุคคลและการวางแผนโดยทีมสหสาขาวิชาชีพ

แล้วก้อนในถุงน้ำดีล่ะ ต้องผ่าตัดหรือไม่?
หนึ่งในความผิดปกติที่พบบ่อยคือ ติ่งเนื้อหรือ Polyp ในถุงน้ำดี ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นมะเร็ง แต่ความเสี่ยงจะขึ้นอยู่กับขนาด รูปร่าง การเพิ่มขนาดของติ่งเนื้อ และปัจจัยเสี่ยงของผู้ป่วย
แนวทางร่วมของสมาคมยุโรปด้านรังสีวิทยา ศัลยกรรม และทางเดินอาหาร แนะนำว่า ติ่งเนื้อถุงน้ำดีขนาดตั้งแต่ 10 มิลลิเมตรขึ้นไป ควรได้รับการพิจารณาผ่าตัดนำถุงน้ำดีออก หากผู้ป่วยมีสภาพร่างกายเหมาะสมต่อการผ่าตัด ส่วนติ่งเนื้อขนาดเล็กกว่านั้นอาจเลือกติดตามด้วยอัลตราซาวด์หรือพิจารณาผ่าตัดตามปัจจัยเสี่ยงของแต่ละคน
กรณีที่อาจยังไม่จำเป็นต้องผ่าตัด
หากติ่งเนื้อมีขนาดเล็ก ไม่มีลักษณะเสี่ยง และผู้ป่วยไม่มีปัจจัยเสี่ยงอื่น แพทย์อาจพิจารณา ติดตามด้วยอัลตราซาวด์เป็นระยะ แทนการผ่าตัด
โดยแนวทางดังกล่าวระบุว่า ผู้ที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงและมีติ่งเนื้อขนาดไม่เกิน 5 มิลลิเมตร อาจไม่จำเป็นต้องติดตามต่อ ส่วนติ่งเนื้อ 6–9 มิลลิเมตรในผู้ที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยง มักแนะนำให้ติดตามด้วยอัลตราซาวด์ตามระยะเวลาที่เหมาะสม
ก้อนที่ถุงน้ำดีแบบไหนต้องระวังมากขึ้น?
แพทย์จะประเมินหลายองค์ประกอบ เช่น
- ขนาดของติ่งเนื้อ
- ลักษณะฐานกว้างหรือลักษณะผนังถุงน้ำดีหนาตัว
- การโตขึ้นของก้อนระหว่างการติดตาม
- อายุและปัจจัยเสี่ยงของผู้ป่วย
- โรคประจำตัวบางชนิด
- อาการที่อาจสัมพันธ์กับถุงน้ำดี
หากก้อนมีขนาด 6–9 มิลลิเมตร และมีปัจจัยเสี่ยงต่อมะเร็ง เช่น อายุเกิน 60 ปี มีโรค Primary Sclerosing Cholangitis หรือก้อนมีลักษณะฐานกว้าง แนวทางอาจแนะนำให้พิจารณาผ่าตัดถุงน้ำดี
หากเป็นมะเร็งถุงน้ำดี จำเป็นต้องผ่าตัดหรือไม่?
หากตรวจพบว่าเป็น มะเร็งถุงน้ำดี แพทย์จะประเมินระยะของโรคและดูว่าสามารถนำก้อนออกได้ทั้งหมดหรือไม่
มะเร็งระยะต้นบางรายสามารถรักษาด้วยการผ่าตัดได้ ส่วนมะเร็งที่ลุกลามอาจต้องใช้การรักษาอื่นร่วมด้วย หรือในบางกรณีอาจไม่สามารถผ่าตัดเพื่อหวังผลหายขาดได้
ข้อมูลของ National Cancer Institute ระบุว่า ในมะเร็งถุงน้ำดีบางระยะ การผ่าตัดอาจครอบคลุมถึง การนำถุงน้ำดีออกพร้อมกับตัดเนื้อตับบางส่วนและต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียง ขึ้นอยู่กับตำแหน่งและระยะของโรค
พบก้อนทั้งในตับและถุงน้ำดี สามารถผ่าตัดพร้อมกันได้ไหม?
สามารถทำได้ในผู้ป่วยบางราย แต่ไม่ได้เหมาะกับทุกคน
หากก้อนในตับและความผิดปกติของถุงน้ำดีต่างมีข้อบ่งชี้ว่าควรได้รับการผ่าตัด ศัลยแพทย์อาจพิจารณาทำการผ่าตัดในครั้งเดียว เพื่อลดความจำเป็นในการเข้ารับการผ่าตัดหลายครั้ง
อย่างไรก็ตาม ก่อนตัดสินใจต้องประเมินอย่างละเอียด เช่น
1.ตำแหน่งและขนาดของก้อนในตับ
ต้องดูว่าก้อนอยู่ใกล้หลอดเลือดใหญ่หรือท่อน้ำดีหรือไม่ และจำเป็นต้องตัดเนื้อตับออกมากเพียงใด
2.ลักษณะความผิดปกติของถุงน้ำดี
ต้องแยกว่าคือก้อนชนิดไม่ร้ายแรง ติ่งเนื้อ นิ่ว การอักเสบ หรือมีความสงสัยว่าเป็นมะเร็ง
3.การทำงานของตับ
ผู้ป่วยที่ต้องตัดเนื้อตับจำเป็นต้องมีปริมาณและการทำงานของตับที่เหลือเพียงพอ
4.โรคประจำตัวและความแข็งแรงของผู้ป่วย
เช่น โรคหัวใจ ปอด ไต เบาหวาน หรือภาวะอื่นที่อาจเพิ่มความเสี่ยงระหว่างผ่าตัด
5.ความซับซ้อนและระยะเวลาของการผ่าตัด
แพทย์จะประเมินว่าการทำสองหัตถการพร้อมกันให้ประโยชน์มากกว่าความเสี่ยงหรือไม่
ดังนั้นคำว่า “ผ่าตัดพร้อมกันได้ไหม” จึงต้องตอบเป็นรายบุคคล หลังจากศัลยแพทย์ตรวจภาพ CT/MRI และประเมินสุขภาพโดยรวมเรียบร้อยแล้ว
ก่อนตัดสินใจรักษา ต้องตรวจอะไรบ้าง?
การประเมินก้อนในตับและถุงน้ำดีอาจประกอบด้วย
- อัลตราซาวด์ช่องท้อง
- CT Scan
- MRI
- ตรวจการทำงานของตับ
- ตรวจค่าการทำงานของไตและความสมบูรณ์ของเลือด
- ตรวจสารบ่งชี้มะเร็งในบางกรณี
- ประเมินโรคประจำตัวและความพร้อมก่อนการผ่าตัด
- พิจารณาการตรวจอื่นเพิ่มเติมตามชนิดของก้อน
สำหรับติ่งเนื้อถุงน้ำดี การตรวจเบื้องต้นที่แนะนำโดยทั่วไปคือ อัลตราซาวด์ช่องท้อง ก่อนพิจารณาการตรวจเพิ่มเติมในกรณีที่ผลยังไม่ชัดเจน
สิ่งสำคัญคือ “ประเมินให้รู้ว่าก้อนชนิดไหน”
การพบก้อนไม่ได้หมายความว่าต้องรีบผ่าตัดทุกครั้ง และในทางกลับกัน หากก้อนมีลักษณะเสี่ยง การติดตามโดยไม่ประเมินอย่างเหมาะสมก็อาจทำให้เสียโอกาสในการรักษา
หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การ วินิจฉัยชนิดของก้อนให้ชัด ประเมินความเสี่ยง และเลือกแนวทางรักษาที่เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย
หากตรวจพบก้อนในตับหรือถุงน้ำดี ควรนำผลอัลตราซาวด์ CT หรือ MRI เดิมมาปรึกษาแพทย์ เพื่อเปรียบเทียบขนาดและลักษณะของก้อน และวางแผนว่าจะติดตาม ตรวจเพิ่มเติม หรือรักษาด้วยวิธีใด
หมายเหตุ: ข้อมูลนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยหรือวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคลได้ ผู้ที่ตรวจพบก้อนในตับหรือถุงน้ำดีควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินจากผลตรวจจริง


