ตับอักเสบเฉียบพลัน คืออะไร?
“ตับอักเสบเฉียบพลัน” คือภาวะที่เซลล์ตับเกิดการอักเสบและบาดเจ็บขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้การทำงานของตับผิดปกติ ภาวะนี้มีตั้งแต่ระดับไม่รุนแรงและสามารถฟื้นตัวได้ ไปจนถึงการบาดเจ็บของตับอย่างรุนแรง หากตับสูญเสียความสามารถในการทำงานอย่างรวดเร็ว อาจพัฒนาเป็น ภาวะตับวายเฉียบพลัน (Acute Liver Failure) ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการดูแลในโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน
สาเหตุของตับอักเสบเฉียบพลัน
ตับอักเสบเฉียบพลันสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยสาเหตุสำคัญที่ควรระวัง ได้แก่
1.การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ
ไวรัสตับอักเสบ เช่น ไวรัสตับอักเสบ A และ B สามารถทำให้เกิดการอักเสบของตับแบบเฉียบพลันได้ ส่วนไวรัสตับอักเสบ C อาจเริ่มจากการติดเชื้อเฉียบพลันก่อนพัฒนาเป็นการติดเชื้อเรื้อรังในบางราย อาการที่พบได้ ได้แก่ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ ปวดท้อง ปัสสาวะสีเข้ม อุจจาระสีซีด และตัวเหลืองตาเหลือง
2.ยา สารพิษ สมุนไพร หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางชนิด
ยาหรือสารบางประเภทสามารถทำให้เซลล์ตับได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง โดยเฉพาะเมื่อได้รับในปริมาณมากหรือเกิดปฏิกิริยาต่อตับในแต่ละบุคคล นอกจากนี้ สมุนไพรและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางชนิดก็สามารถทำให้เกิดภาวะตับบาดเจ็บจากยาและสารต่าง ๆ ได้เช่นกัน
ดังนั้น หากมีอาการผิดปกติของตับ ควรแจ้งแพทย์เกี่ยวกับ ยา วิตามิน สมุนไพร อาหารเสริม และผลิตภัณฑ์ทุกชนิดที่กำลังรับประทานอยู่ เพื่อช่วยค้นหาสาเหตุได้อย่างถูกต้อง
ค่า ALT และ AST บอกอะไร?
เมื่อเซลล์ตับเกิดการบาดเจ็บ แพทย์มักตรวจค่าเอนไซม์ในเลือด ได้แก่ ALT (Alanine Aminotransferase) และ AST (Aspartate Aminotransferase) ซึ่งอาจเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในภาวะตับอักเสบเฉียบพลัน และในภาวะรุนแรงบางประเภทอาจเพิ่มขึ้นถึงระดับหลายพันหน่วยต่อลิตรได้
อย่างไรก็ตาม ค่า ALT และ AST ที่สูงไม่ได้บอกความรุนแรงหรือสาเหตุของโรคได้ด้วยตัวเอง แพทย์จำเป็นต้องประเมินร่วมกับอาการ ประวัติการใช้ยา ผลตรวจไวรัส ค่า bilirubin การแข็งตัวของเลือด และการตรวจอื่น ๆ เพื่อวินิจฉัยอย่างเหมาะสม

อาการที่ควรสังเกต
ในระยะแรก ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการไม่จำเพาะ เช่น
- เหนื่อย อ่อนเพลียผิดปกติ
- เบื่ออาหาร
- คลื่นไส้หรืออาเจียน
- ปวดหรือแน่นบริเวณชายโครงด้านขวาบน
- มีไข้
- ปัสสาวะสีเข้ม
- อุจจาระสีซีด
- ผิวหนังหรือตาขาวมีสีเหลือง
อาการของไวรัสตับอักเสบในแต่ละชนิดอาจคล้ายกัน และบางคนอาจติดเชื้อโดยแทบไม่มีอาการ ดังนั้นการตรวจทางห้องปฏิบัติการจึงมีบทบาทสำคัญในการวินิจฉัย
เมื่อใดที่อาจรุนแรงถึงขั้น “ตับวายเฉียบพลัน”
ในผู้ป่วยบางราย การบาดเจ็บของตับอาจรุนแรงจนตับไม่สามารถทำหน้าที่ได้ตามปกติ ภาวะตับวายเฉียบพลันอาจทำให้เกิดความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือดและมีผลกระทบต่อการทำงานของสมอง เช่น สับสน ง่วงซึม พฤติกรรมเปลี่ยนแปลง หรือหมดสติ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างเร่งด่วน
หากมี ตัวเหลืองตาเหลืองมากขึ้นอย่างรวดเร็ว อาเจียนต่อเนื่อง ซึมลง สับสน เลือดออกผิดปกติ หรือหมดสติ ไม่ควรรอดูอาการเอง ควรไปโรงพยาบาลทันที
การตรวจวินิจฉัย
แพทย์อาจพิจารณาการตรวจหลายด้านร่วมกัน เช่น การตรวจค่าเอนไซม์ตับ ALT และ AST, bilirubin, การแข็งตัวของเลือด รวมถึงตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบและสาเหตุอื่น ๆ ตามความเหมาะสม ในกรณีที่สงสัยภาวะตับวายเฉียบพลัน การหาสาเหตุอย่างรวดเร็วมีความสำคัญอย่างมากต่อการวางแผนรักษา
ป้องกันตับอักเสบเฉียบพลันได้อย่างไร?
การลดความเสี่ยงสามารถเริ่มได้จากการดูแลตับในชีวิตประจำวัน เช่น รับประทานยาตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร ไม่เพิ่มขนาดยาเอง ระมัดระวังการใช้สมุนไพรและอาหารเสริมจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ หลีกเลี่ยงสารที่อาจเป็นพิษต่อตับ และป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ
ปัจจุบัน ไวรัสตับอักเสบ A และ B มีวัคซีนสำหรับป้องกัน ขณะที่ไวรัสตับอักเสบ C ยังไม่มีวัคซีน แต่สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการหลีกเลี่ยงการสัมผัสเลือดหรือใช้อุปกรณ์ที่อาจปนเปื้อนเลือดร่วมกับผู้อื่น
อย่ารอให้อาการหนักก่อนตรวจ
ตับเป็นอวัยวะสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการกำจัดสารพิษ การสร้างโปรตีน และกระบวนการเผาผลาญหลายอย่างของร่างกาย ความผิดปกติในระยะแรกอาจยังไม่แสดงอาการชัดเจน หากมีอาการผิดปกติ หรือผลตรวจค่าเอนไซม์ตับสูง ควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์เพื่อค้นหาสาเหตุและวางแผนดูแลอย่างเหมาะสม ไม่ควรหยุดยา เริ่มยา หรือรับประทานสมุนไพรเพื่อรักษาตับด้วยตนเอง


