แชร์

มะเร็งตับ

เป็นโรคมะเร็งที่เกิดขึ้นในเนื้อตับ ซึ่งเกิดจากเซลล์ตับที่มีการเจริญเติบโตผิดปกติจนกลายเป็นเนื้องอกร้าย เรียกว่า มะเร็งเซลล์ตับ (hepatocellular carcinoma) และถ้าเนื้องอกเกิดจากเซลล์บุท่อน้ำดีเจริญเติบโตผิดปกติจะเรียกว่า มะเร็งท่อน้ำดี (cholangiocarcinoma) ในขณะที่เนื้องอกร้ายในเนื้อตับของผู้ป่วยบางรายเกิดจากเซลล์มะเร็งที่มีต้นกำเนิดในอวัยวะอื่นแล้วแพร่กระจายมายังตับ เรียกมะเร็งกลุ่มนี้ว่า มะเร็งตับแพร่กระจาย (metastatic liver cancer) ซึ่งอาจมีต้นตอของเซลล์มะเร็งมาจากเนื้องอกร้ายของตับอ่อน กระเพาะอาหาร ลำไส้ เต้านม หรือปอด เป็นต้น

ชนิดของมะเร็งตับ

  • มะเร็งของเซลล์ตับ (hepatocellular carcinoma) เป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุดทั่วโลก และพบมากที่สุดในประเทศไทย
  • มะเร็งตับอื่นๆ เช่น มะเร็งของท่อน้ำดีในตับ (intrahepatic cholangiocarcinoma) มะเร็งของเส้นเลือดในตับ (angiosarcoma and hemangiosarcoma) และมะเร็งตับที่พบในเด็ก (hepatoblastoma)

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็งตับ

สาเหตุของโรคมะเร็งตับ
มะเร็งตับเกิดขึ้นได้โดยแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่คือ

  1. เกิดขึ้นที่ตับโดยตรง
  2. เซลล์มะเร็งลุกลามมายังตับ สาเหตุของมะเร็งที่เกิดขึ้นกับตับโดยตรง มักพบจากผู้ป่วยมีประวัติเป็นโรคไวรัสตับอักเสบบีหรือซี ตับอักเสบจากไขมันพอกตับ และดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรค:

  • ประชากรในประเทศเอเชียตามมาด้วยกลุ่มลาตินอเมริกา
  • ผู้ป่วยที่มีประวัติไวรัสตับอักเสบบีหรือซี
  • ผู้ป่วยที่มีโรคตับแข็งจากสาเหตุใดก็ตาม เช่น ภาวะไขมันเกาะตับจนทำให้เกิดภาวะตับอักเสบ, กลุ่มโรคที่มีการอักเสบของ
  • ท่อน้ำดีเรื้อรัง, หรือกลุ่มโรคพันธุกรรมที่ทำให้มีเหล็กพอกตับ
  • การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก
  • การสูบบุหรี่
  • โรคอ้วน เบาหวานและกลุ่มโรคเมตาบอลิก
  • การได้รับสารพิษชนิด Aflatoxins
  • การได้รับสาร vinyl chloride และ thorium dioxide ที่พบในอุตสาหกรรมพลาสติกมาเป็นเวลานาน
  • การใช้ฮอร์โมนประเภท anabolic steroids เช่น ฮอร์โมนเพศชายเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้ออย่างผิดวิธี

อาการมะเร็งตับ

มะเร็งตับในระยะแรก มักไม่แสดงอาการ แต่เมื่อเป็นมากขึ้นอาจมีอาการ ดังนี้

  • ปวดท้อง โดยเฉพาะบริเวณข้างขวาส่วนบน ในบางรายอาจมีอาการปวดร้าวไปที่หลังหรือไหล่
  • ท้องบวมขึ้น
  • น้ำหนักตัวลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • เบื่ออาหาร ไม่รู้สึกอยากอาหาร
  • รู้สึกอ่อนเพลีย
  • มีไข้โดยไม่ทราบสาเหตุ
  • คลำพบก้อนที่บริเวณตับ
  • ตัวเหลืองและตาเหลือง

การวินิจฉัยโรคมะเร็งตับ

  • การซักประวัติและการตรวจร่างกาย
  • การตรวจเลือดดูการทำงานของตับ ไวรัสตับอักเสบ และสารบ่งชี้มะเร็งตับ (alpha-fetoprotein)
  • การตรวจทางรังสีที่ตับและช่องท้อง เช่น การตรวจอัลตร้าซาวด์ การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) การ
  • ตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI)
  • การตัดชิ้นเนื้อตรวจทางพยาธิวิทยา

การรักษามะเร็งตับ

การรักษามะเร็งตับ

จะขึ้นกับสภาวะความรุนแรงของโรค ขนาดและลักษณะของเซลล์มะเร็ง ระยะของโรคและการแพร่กระจายของมะเร็ง รวมถึงสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย

หากมองที่แผนการรักษาจะสามารถแบ่งระยะของโรคได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่

  1. ภาวะที่สามารถผ่าตัดได้หรือปลูกถ่ายตับได้
  2. ภาวะที่ผ่าตัดไม่ได้แต่โรคยังไม่กระจาย
  3. ภาวะที่โรคได้กระจายไปนอกตับและอวัยวะอื่นแล้ว

โดยแพทย์จะพิจารณาวิธีการรักษาที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย

  • การผ่าตัด การรักษาด้วยการผ่าตัด สามารถทำได้หลายแบบ เช่น การผ่าตัดตัดออกบางส่วน และการปลูกถ่ายเปลี่ยนตับ การผ่าตัดปลูกถ่ายตับ จะทำได้ในกรณีที่ก้อนในตับมีขนาดน้อยกว่า 5 เซนติเมตร และผู้ป่วยต้องมีอายุน้อยกว่า 70 ปี
  • การรักษาด้วยวิธีการทำลายเนื้อเยื่อมะเร็งตับ สามารถทำได้หลายวิธี เช่นการใช้ความร้อนแบบ radiofrequency ablation หรือ microwave ablation , การรักษาด้วยการใช้ความเย็น, และการรักษาด้วยการใช้แอลกอฮอล์
  • การรักษาด้วยหัตถการทางรังสีวิทยา เช่น การใส่ยาคีโม (trans-arterial chemoembolization, TACE) หรือใส่ยาอื่นๆ (drug-eluting bead chemoembolization, DEB-TACE) รวมไปถึงการใส่สารรังสี (radioembolization) เพื่อทำให้เกิดการทำลายชิ้นเนื้อมะเร็งตับ
  • การรักษาด้วยการฉายรังสีจากภายนอกลำตัว โดยมีเทคนิคใหม่ๆเพื่อทำให้แสงรังสีมุ่งเป้าเฉพาะเจาะจงต่อเนื้อเยื่อมะเร็งตับ โดยไม่ให้เกิดภาวะข้างเคียงต่ออวัยวะรอบข้าง โดยเทคนิคที่เรียกว่า stereotactic body radiation therapy
  • การรักษาด้วยยาแบบมุ่งเป้าที่เรียกว่า targeted therapy ซึ่งสามารถแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆได้แก่ kinase inhibitor และ monoclonal antibodies
  • การรักษาผ่านระบบภูมิคุ้มกันของตัวผู้ป่วยเอง ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆอันได้แก่ PD-1 and PD-L1 inhibitors และ CTLA-4 inhibitor การรักษาด้วยคีโม ซึ่งมียากลุ่มหลักๆได้แก่ gemcitabine, oxaliplatin, cisplatin, doxorubicin, 5-fluorouracil, capecitabine, mitoxantrone


บทความที่เกี่ยวข้อง
รู้ทัน “น้ำตาลธรรมชาติ” กินอย่างไรไม่ให้สุขภาพพัง
“น้ำตาลจากธรรมชาติ” ไม่ได้หมายความว่าจะกินได้ไม่จำกัด เพราะน้ำตาลจากน้ำผึ้ง ผลไม้สุก หรือผลไม้แห้ง หากรับประทานมากเกินไปก็อาจทำให้ได้รับน้ำตาลและพลังงานเกินความต้องการได้ โดยเฉพาะอาหารที่ผ่านการแปรรูปหรือมีใยอาหารน้อย การเลือกกินอย่างเหมาะสมจึงควรเน้น ผลไม้สดทั้งผล ธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง และอาหารที่มีใยอาหารสูง เพื่อช่วยให้การย่อยและการดูดซึมน้ำตาลเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป พร้อมรับสารอาหารที่จำเป็นอย่างครบถ้วนในปริมาณที่เหมาะสม
24 Aug 2026
คุมเบาหวานให้ดี ลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน
โรคเบาหวานไม่ได้ส่งผลเพียงแค่ระดับน้ำตาลในเลือดสูงเท่านั้น หากควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดีอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้หลอดเลือดและเส้นประสาทเสื่อมลง จนนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญ เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด ไตเสื่อม จอประสาทตาผิดปกติ แผลที่เท้า และอาการชาปลายมือปลายเท้า
2 Aug 2026
ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A เสี่ยงไข้สมองอักเสบ อันตรายที่ผู้ปกครองไม่ควรมองข้าม
ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A เป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในเด็ก และอาจมีอาการตั้งแต่ไข้สูง ปวดศีรษะ ไอ เจ็บคอ ไปจนถึงคลื่นไส้ อาเจียน แม้ส่วนใหญ่จะหายได้ แต่ในบางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น สมองอักเสบ ปอดอักเสบ หรือกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ผู้ปกครองจึงควรสังเกตอาการผิดปกติและรีบพบแพทย์หากมีอาการซึม ชัก ปวดศีรษะรุนแรง หรืออาเจียนมาก
9 Sept 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy