แชร์
รายงานสรุปแนวทางการแพทย์บูรณาการเพื่อการป้องกันและรักษาโรคมะเร็งและโรคไต โดย นพ.บุญชัย อิศราพิสิษฐ์ เน้นการจัดการที่ต้นเหตุ (Root Causes) การควบคุมค่า BUN และการฟื้นฟูภูมิคุ้มกัน พร้อมกรณีศึกษาผู้ป่วยจริง

รายงานสรุป

แนวทางการแพทย์บูรณาการเพื่อการป้องกันและรักษาโรคมะเร็งและโรคไต

โดย นพ.บุญชัย อิศราพิสิษฐ์
จากการบรรยายในงาน ต่อต้านและรักษาโรคมะเร็ง โรคไตเสื่อม ไตวาย
จัดโดย มูลนิธิเวลเนสแคร์เพื่อผู้ป่วยมะเร็งและผู้ป่วยไตเสื่อม
จัดขึ้นเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568
หอประชุมพุทธวิชชาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
เรียบเรียง โดย ศุภชัย อิทธิปาทานันท์

แผนภาพการแพทย์บูรณาการ

1. บทนำ: นิยามและความสำคัญของการแพทย์บูรณาการ

รายงานฉบับนี้เป็นการวิเคราะห์และสังเคราะห์ประเด็นสำคัญจากการบรรยายของ นพ.บุญชัย อิศราพิสิษฐ์ ในเรื่อง แนวทางการแพทย์บูรณาการ เพื่อรับมือวิกฤตการณ์ โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่ทวีความรุนแรงขึ้นในสังคมไทย โดยเฉพาะ โรคมะเร็ง และ โรคไต

แนวทางนี้มีความสำคัญในเชิงกลยุทธ์ เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการรักษาโรคที่ปลายเหตุไปสู่การจัดการปัจจัยพื้นฐานที่เป็น ต้นตอของโรค (Root Causes) อันได้แก่ วิถีชีวิต โภชนาการ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นแนวทางที่ยั่งยืนและเสริมสร้างพลังสุขภาพให้ผู้ป่วยฟื้นฟูตัวเอง (Patient Rejuvenate) ทำให้มีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน ไม่ต้องพึ่งพายารักษาโรคเหมือนในอดีต

"การแพทย์บูรณาการ (Integrative Medicine)" ตามนิยามของ นพ.บุญชัย คือ การทำงานร่วมกันระหว่างสองศาสตร์หลัก ได้แก่:

  • ศาสตร์ที่ 1 การแพทย์แผนปัจจุบัน: มีความเป็นเลิศด้านการวินิจฉัยและการรักษาภาวะฉุกเฉิน
  • ศาสตร์ที่ 2 การแพทย์แบบธรรมชาติบำบัดประยุกต์: เน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โภชนาการ และวิถีชีวิต เพื่อสร้างสภาวะที่เอื้อให้ร่างกายสามารถต่อสู้กับโรคได้ด้วยตนเอง

แนวทางนี้มิได้ปฏิเสธการรักษาแผนปัจจุบัน แต่เป็นการเติมเต็มซึ่งกันและกัน เพื่อประสิทธิผลสูงสุด

ภารกิจหลักในการบรรยายของ นพ.บุญชัย คือ การมอบองค์ความรู้ที่ถูกต้องและนำไปปฏิบัติได้จริง ภายใต้ปรัชญาที่ว่า "ความรู้ที่นำไปปฏิบัติได้จริงคือ ยาขนานเอก" เพื่อให้ผู้ป่วยและผู้ดูแลสามารถมีส่วนร่วมในการวางแผนการรักษาได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยมีเป้าหมายสูงสุดเพื่อเพิ่มสถิติการรอดชีวิตของผู้ป่วยโรคมะเร็ง และลดจำนวนผู้ป่วยไตเสื่อมในประเทศไทย

หลักการทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนความเชื่อมั่นใน ศักยภาพของร่างกายมนุษย์ ซึ่งมีกลไกการซ่อมแซมตนเองตามธรรมชาติ เป็นพื้นฐานสำคัญ

ชาวฮันซา

2. หลักปรัชญาพื้นฐาน: กลไกการซ่อมแซมตนเองของร่างกายและกรณีศึกษาชาวฮันซา

หัวใจสำคัญของแนวทางการรักษาแบบบูรณาการที่ นพ.บุญชัย นำเสนอคือความเชื่อมั่นว่าร่างกายมนุษย์ถูกออกแบบมาพร้อมกับกลไกการซ่อมแซมและฟื้นฟูตนเอง (Self-healing mechanism) ที่ซับซ้อน เป้าหมายหลักของการบำบัดจึงไม่ใช่การมุ่งรักษาโรคที่ปลายเหตุด้วยยาใด ๆ แต่เป็นการสร้างสภาวะแวดล้อมภายในร่างกายที่เอื้อให้กลไกการฟื้นฟูนี้ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

เพื่อเป็นเครื่องยืนยันในหลักการดังกล่าว นพ.บุญชัย ได้ยกกรณีศึกษาของ "ชาวฮันซา" กลุ่มประชากรในประเทศปากีสถาน ซึ่งเป็นที่รู้จักทั่วโลกว่ามีสุขภาวะที่ยอดเยี่ยมและอายุยืนยาว ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชาวฮันซามีสุขภาวะที่โดดเด่น สรุปได้ดังนี้:

  • อายุขัยเฉลี่ย: สูงถึง 120 ปี และสามารถมีบุตรได้แม้ในวัย 60 ปี
  • สถิติการเกิดโรคมะเร็ง: ตลอดระยะเวลา 900 ปีที่ผ่านมา ไม่เคยพบ ผู้ป่วยโรคมะเร็งในชนเผ่านี้เลยแม้แต่คนเดียว
  • วิถีการบริโภค: ชาวฮันซารับประทานอาหารเพียงวันละ 2 มื้อ โดยเน้นอาหารจากพืชเป็นหลัก (Plant-based) ได้แก่ ผักสด ผลไม้ และธัญพืชที่ปลูกเอง (มังสวิรัติ) และแทบจะไม่บริโภคเนื้อสัตว์
  • คุณภาพสิ่งแวดล้อม: ดื่มน้ำบริสุทธิ์ที่ละลายจาก ธารน้ำแข็ง และทำการเกษตรแบบ อินทรีย์ โดยไม่ใช้สารเคมีใดๆ
  • สุขภาวะทางจิตใจ: ดำเนินชีวิตที่สอดคล้องกับธรรมชาติ มีอารมณ์เชิงบวก ไม่มีความเครียดสะสม และไม่พบผู้ป่วยด้วยโรคที่เกี่ยวกับระบบจิตประสาท

วิถีชีวิตของชาวฮันซาจึงเปรียบเสมือน "ต้นแบบ" ที่พิสูจน์ให้เห็นว่าการใช้ชีวิตที่สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ของธรรมชาติเป็นกุญแจสำคัญสู่การมีสุขภาพที่แข็งแรงและปราศจากโรคเรื้อรัง วิถีชีวิตของชาวฮันซา ซึ่งเน้นการบริโภคพืชเป็นหลักและแทบไม่บริโภคเนื้อสัตว์ เป็นภาพสะท้อนในชีวิตจริงของสภาวะที่ร่างกายมีของเสียจากโปรตีน (BUN) ในระดับต่ำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของแนวทางการรักษาโรคตามหลักการแพทย์บูรณาการ ที่จะอธิบายต่อไป

อย่างไรก็ตาม หนึ่งในอุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางกลไกการฟื้นฟูของร่างกายในยุคปัจจุบัน คือความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสารอาหารบางประเภท โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "โปรตีน" ซึ่งเป็นประเด็นที่จะต้องทบทวนความเข้าใจใหม่ทั้งหมด

แผนภาพโปรตีน

3. การทบทวนบทบาทของโปรตีน: สารอาหารสองขั้ว (Bipolar) และตัวชี้วัดสำคัญ

แนวคิดดั้งเดิมมักมองว่าการบริโภคโปรตีนปริมาณมากเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ร่างกายแข็งแรง แต่นพ.บุญชัย ได้ท้าทายความเชื่อนี้โดยนำเสนอแนวคิดว่าโปรตีนเป็นสารอาหารที่มีสองขั้ว หรือ "ไบโพลาร์ (Bipolar)" คือมีทั้งคุณและโทษ ขึ้นอยู่กับชนิดและปริมาณที่บริโภค

หัวใจสำคัญของแนวคิดนี้อยู่ที่ "ของเสียจากการย่อยโปรตีน" ซึ่งทางการแพทย์เรียกว่า บลัด ยูเรีย ไนโตรเจน (Blood Urea Nitrogen - BUN) สารนี้เป็นของเสียที่เกิดขึ้นในกระบวนการย่อยสลายโปรตีนในลำไส้โดยเอนไซม์และแบคทีเรียตัวดี

นพ.บุญชัยชี้ว่า BUN ไม่ใช่แค่ของเสียที่ไตต้องทำงานหนักเพื่อขับทิ้ง แต่ยังเป็นสารพิษที่ "เป็นอาหารชั้นดีของเซลล์มะเร็ง" และเป็นตัวการสำคัญที่ทำลายหน่วยไตให้เสื่อมลง

ดังนั้น การควบคุมระดับ BUN ในเลือดจึงเป็น ยุทธศาสตร์หลัก ในการรักษามะเร็งและโรคไต

  โปรตีนสายสั้น (ย่อยง่าย) โปรตีนสายยาว (ย่อยยาก)
แหล่งที่มา ไข่ เห็ด ธัญพืช (เช่น ถั่ว เต้าหู้) ปลา และสัตว์น้ำอื่น ๆ เนื้อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม (เช่น หมู วัว แพะ แกะ) นมวัว
ผลลัพธ์ ร่างกายย่อยสลายได้ง่ายและรวดเร็ว ทำให้เกิดของเสีย (BUN) ในปริมาณ น้อย ร่างกายต้องใช้เวลาและพลังงานในการย่อยสลายนาน ทำให้เกิดของเสีย (BUN) ในปริมาณ สูงมาก

ข้อสรุปนี้ได้รับการสนับสนุนจากผลการทดลองในหนู ซึ่งพบว่าหนูที่ได้รับโปรตีนจากนมวัวในสัดส่วน 20% ของอาหารทั้งหมด มีอัตราการเติบโตของเซลล์มะเร็งที่น่าตกใจ ในขณะที่กลุ่มที่ได้รับโปรตีนจากนมวัวเพียง 5% เซลล์มะเร็งกลับ หยุดการเจริญเติบโต

ด้วยเหตุนี้ เป้าหมายสำคัญสำหรับผู้ป่วยมะเร็งคือการควบคุมค่า BUN ในเลือดให้ ต่ำกว่า 10 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เพื่อ "ตัดเสบียง" ของเซลล์มะเร็ง อย่างไรก็ตาม ร่างกายยังคงต้องการกรดอะมิโนเพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ

นพ.บุญชัยจึงเสนอทางออกด้วยการใช้ "กรดอะมิโน" ซึ่งเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดของโปรตีนที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการย่อย และที่สำคัญคือ ไม่ก่อให้เกิดของเสีย BUN เพื่อทดแทนอาหารหมู่โปรตีนในส่วนที่ต้องลดปริมาณการรับประทานลง

การจัดการโปรตีนอย่างถูกวิธีเป็นเพียงส่วนหนึ่งของแนวปฏิบัติแบบองค์รวม ซึ่ง นพ.บุญชัย ได้รวบรวมเป็นหลักการ 4 หมวด ที่ชัดเจนและนำไปใช้ได้จริง

หลักปฏิบัติ

4. หลักปฏิบัติเพื่อการป้องกันและรักษามะเร็ง

จากประสบการณ์การรักษาผู้ป่วยมะเร็งจำนวนมาก นพ.บุญชัย ได้รวบรวมและจัดระบบแนวปฏิบัติที่สำคัญออกเป็นหมวดหมู่ที่ชัดเจน เพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจและนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน

หมวด A: การจัดการปัจจัยภายนอกและมลภาวะ

หมวดนี้เน้นการลดการรับสารพิษจากสิ่งแวดล้อมและอาหาร นพ.บุญชัยได้เน้นย้ำถึงอันตรายจากสารเคมี ยาฆ่าแมลง และเชื้อโรคที่ปนเปื้อนมากับผักผลไม้ และได้แนะนำให้ใช้เทคโนโลยี "ก๊าซโอโซน" เป็นเครื่องมือสำคัญในการทำความสะอาด โอโซนมีคุณสมบัติในการสลายสารเคมี ฆ่าเชื้อโรคและพยาธิได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ผู้บริโภคสามารถรับประทานผักผลไม้สดได้อย่างปลอดภัยและมั่นใจมากขึ้น

หมวด B: การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิต

พฤติกรรมการใช้ชีวิตเป็นปัจจัยภายในที่ส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพกายและใจ คำแนะนำหลัก 4 ข้อในหมวดนี้ ได้แก่:

  1. การจัดการความเครียด: ความเครียดเป็นตัวบั่นทอนภูมิคุ้มกัน นพ.บุญชัยเน้นย้ำว่า "อภัยทาน" หรือการให้อภัย เป็นกุศลสูงสุดและเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการปลดปล่อยจิตใจจากความทุกข์และความเครียดใด ๆ
  2. การพักผ่อนให้เพียงพอ: การนอนหลับที่มีคุณภาพ เป็นสิ่งจำเป็นต่อการซ่อมแซมร่างกายทุกระบบ
  3. การออกกำลังกาย: เป็นกิจกรรมที่จำเป็นอย่างยิ่งในการกระตุ้นการทำงานของทุกระบบและเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
  4. การป้องกันภาวะท้องผูก: ปัญหาสุขภาพที่มักมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับความเครียดและการรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม ภาวะท้องผูกนำไปสู่การสะสมสารพิษ สารก่อมะเร็งเอาไว้ในร่างกาย

หมวด C: การบริโภคและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

โภชนาการเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างร่างกายที่แข็งแรง โดยมีหลักการสำคัญคือ "หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำลาย" และ "เสริมสร้างสิ่งที่จำเป็น"

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง:

  • บุหรี่ แอลกอฮอล์ และสารเสพติดทุกชนิด ซึ่งเป็นพิษกับร่างกาย และทำลายระบบภูมิคุ้มกันอย่างรุนแรง
  • น้ำตาล: ซึ่งเป็นอาหารโดยตรงของเซลล์มะเร็ง และมีฤทธิ์กดการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
  • ไขมันทรานส์ ทำให้ระบบการทำงานของร่างกายแปรปรวน และทำให้เกิดการอักเสบในร่างกาย เพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็ง และทำให้หน่วยไตทำงานหนัก
    คลิกดูอันตรายจากไขมันทรานส์เพิ่มเติม

สิ่งที่จำเป็นต่อการสร้างภูมิคุ้มกัน: สารอาหารสำคัญ 3 กลุ่มที่พบได้ใน "อาหารสดที่ไม่ผ่านความร้อน" ได้แก่:

  • วิตามินซี ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของ T-cell ซึ่งเป็นเม็ดเลือดขาวที่ทำหน้าที่สำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกัน
  • วิตามินและแร่ธาตุอื่นๆ ช่วยเสริมความแข็งแรงของร่างกายทุกระบบ รวมทั้งระบบภูมิคุ้มกัน
  • เอนไซม์: สารสำคัญที่ควบคุมกระบวนการซ่อมและสร้างในทุกระบบของร่างกาย ซึ่งจะถูกทำลายไปเกือบทั้งหมดเมื่อโดนความร้อน

เทคนิคการบริโภคผักผลไม้ให้ได้ประโยชน์สูงสุด 4 ข้อ:

  1. สด: ต้องเป็นของสดใหม่ ไม่ผ่านความร้อน
  2. หลากหลาย: รับประทานหลากสีหลายชนิด
  3. ทำให้ละเอียดก่อนกลืน: โดยการเคี้ยวอย่างละเอียดหรือใช้การปั่น
  4. กินก่อนอาหารอื่น: เพื่อให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารสำคัญเหล่านี้ได้อย่างเต็มที่

นอกจากนี้ นพ.บุญชัยยังได้แนะนำนวัตกรรม วิตามินซีรูปแบบใหม่ (Liposomal and Lipid Metabolite Technology) ซึ่งสร้างชั้นไขมันที่เลียนแบบเยื่อหุ้มเซลล์มาห่อหุ้มโมเลกุลของวิตามินซี ทำให้วิตามินซีสามารถถูกดูดซึมเข้าสู่เซลล์เป้าหมาย (เช่น เซลล์ภูมิคุ้มกัน) ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

การแพทย์บูรณาการ

5. การบูรณาการกับการแพทย์แผนปัจจุบัน: ความสำคัญของการตรวจวินิจฉัย

นพ.บุญชัย อิสราพิสิษฐ์ ยืนยันอย่างหนักแน่นว่าแนวทางการแพทย์บูรณาการนั้น สนับสนุน และจำเป็นต้องอาศัยเครื่องมือการตรวจวินิจฉัยที่แม่นยำของการแพทย์แผนปัจจุบันอย่างเต็มรูปแบบ การปฏิบัติตามแนวทางธรรมชาติบำบัดประยุกต์ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยต้องปฏิเสธการรักษาหรือการตรวจติดตามผลจากแพทย์แผนปัจจุบัน แต่ควรใช้ประโยชน์จากทั้งสองศาสตร์ร่วมกันเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

เครื่องมือการตรวจวินิจฉัยมะเร็งในระยะเริ่มต้นที่ นพ.บุญชัย แนะนำให้ประชาชนทั่วไปและผู้มีความเสี่ยงควรให้ความสำคัญ มีดังนี้:

  • อัลตราซาวด์ (Ultrasound) ช่องท้อง: เป็นเครื่องมือที่คุ้มค่า ปลอดภัย (ไม่ใช้รังสี) และสามารถตรวจพบมะเร็งในอวัยวะช่องท้องได้หลากหลายชนิด
  • เอกซเรย์ปอด (Chest X-ray): สำหรับการตรวจหามะเร็งปอดหรือมะเร็งที่กระจายมาจากอวัยวะอื่น
  • แมมโมแกรม (Mammogram): สำหรับการคัดกรองมะเร็งเต้านมในผู้หญิง
  • ซีทีสแกน (CT Scan) และ เอ็มอาร์ไอ (MRI): เป็นเครื่องมือขั้นสูงที่ใช้เมื่อมีความเสี่ยงสูง หรือเพื่อตรวจหาก้อนมะเร็งได้ทั่วร่างกาย
  • การส่องกล้อง (Endoscope and Colonoscope): เพื่อตรวจหาความผิดปกติในระบบทางเดินอาหาร ทั้งกระเพาะอาหารและลำไส้ใหญ่

นอกจากนี้ การตรวจเลือดเพื่อหาสารบ่งชี้มะเร็ง (Tumor Markers) การตรวจหาเชื้อโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยง (เช่น ไวรัสตับอักเสบ) รวมถึงการตรวจยีนมะเร็งทางพันธุกรรม ก็เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ การวางแผนป้องกันและรักษามีความจำเพาะและแม่นยำยิ่งขึ้น

เรื่องราวแห่งความหวัง
กรณีศึกษา

6. กรณีศึกษาและบทเรียนจากผู้ป่วยจริง

กรณีศึกษาจากผู้ป่วยจริงและช่วงถาม-ตอบ ถือเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดส่วนหนึ่งของการบรรยาย เนื่องจากช่วยสร้างความเข้าใจที่ชัดเจนในเชิงปฏิบัติ และเป็นกำลังใจให้กับผู้ป่วยและผู้ดูแลที่กำลังต่อสู้กับโรค

กรณีศึกษาเพิ่มเติม

บทเรียนจากกรณีศึกษา

  • คุณบุญส่ง (มะเร็งต่อมลูกหมาก ระยะแพร่กระจาย): จากผู้ป่วยติดเตียงที่แพทย์วินิจฉัยว่าจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน 6 เดือน หลังจากกลับมารักษาด้วยแนวทางบูรณาการโดยการ ปรับเปลี่ยนอาหารและงดเนื้อสัตว์อย่างจริงจัง สามารถฟื้นฟูร่างกายจนกลับมาช่วยเหลือตัวเองได้ถึง 70% แสดงให้เห็นถึงพลังของการหลีกเลี่ยงโปรตีนที่สร้างของเสีย (BUN) สูง ซึ่งเป็นการ "ตัดเสบียง" ของเซลล์มะเร็ง ได้รับการรักษามาเกือบ 3 ปีแล้ว
  • คุณณภักษ์ (มะเร็งเต้านม ระยะ 4): อายุ 72 ปี ตัดสินใจเลือกใช้แนวทางการแพทย์บูรณาการ ตั้งใจปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ จัดการความเครียดได้ดี ผ่านมากว่า 10 ปี มะเร็งไม่ลุกลาม สุขภาพดี และแข็งแรงกว่าเดิม
  • คุณดอกไม้ (มะเร็งขั้วปอด ระยะที่ 3): อายุ 84 ปี รักษาต่อเนื่องมา 7 ปี ก้อนมะเร็งหายไปเกือบหมดแล้ว สุขภาพแข็งแรงดีมาก
  • คุณต้อม (ไตวายเข้า ICU ฟอกไต): เข้าโปรแกรมฟื้นฟูไต 30 วัน ทำซีโร่โปรตีน ค่าไตกลับมาอยู่ระยะ 2 ร่างกายกลับมาแข็งแรง ผ่านมามากกว่า 8 ปี
  • คุณสุมาลี (ไตวาย): อายุ 62 ปี เข้าโปรแกรมฟื้นฟูไต 30 วัน ทำซีโร่โปรตีน ค่าไตดีขึ้น สุขภาพดีขึ้น ผ่านมามากกว่า 10 ปี
  • คุณเดือนเต็ม (ไตระยะ 4 กลับขึ้นมา ระยะ 3): อายุ 44 ปี รักษาต่อเนื่อง 5 เดือน กินอาหารโปรตีนต่ำ ค่าไตดีขึ้น จากระยะ 4 เป็นระยะ 3 สุขภาพดีขึ้น

ประเด็นสำคัญจากการถาม-ตอบ: กรณีมะเร็งที่ควรรู้

นพ.บุญชัย ได้ให้คำแนะนำเชิงปฏิบัติในการเตรียมตัวก่อนการผ่าตัดเพื่อลดความเสี่ยง:

  • การควบคุมอาหารก่อนผ่าตัด: แนะนำให้ทำ "ซีโร่โปรตีน (Zero Protein)" คือการงดบริโภคโปรตีนทุกชนิด (ทั้งจากสัตว์และพืช) เป็นเวลาอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ ก่อนการผ่าตัด
  • เป้าหมาย: เพื่อลดค่า BUN ในเลือดให้ ต่ำที่สุด (เป้าหมายคือต่ำกว่า 5) ซึ่งเป็นการ 'ตัดเสบียง' ของเซลล์มะเร็งที่อาจหลุดรอดและกระจายไประหว่างการผ่าตัด
  • การชดเชยสารอาหาร: ในช่วงที่ทำซีโร่โปรตีน ร่างกายจะยังคงได้รับสารอาหารที่จำเป็นผ่าน กรดอะมิโนสำเร็จรูป และ วิตามินซีในปริมาณสูง เพื่อใช้ในการซ่อมแซมร่างกายและเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน
บทสรุป

7. บทสรุปและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและปฏิบัติ

แนวทางการแพทย์บูรณาการที่นำเสนอโดย นพ.บุญชัย อิศราพิสิษฐ์ เป็นกระบวนทัศน์ที่มุ่งเน้นการฟื้นฟู "สภาวะแวดล้อมภายใน" ของร่างกายให้แข็งแกร่ง เพื่อให้กลไกการซ่อมแซมตนเองตามธรรมชาติสามารถต่อสู้กับโรคเรื้อรังได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเป็นแนวทางที่ผสมผสานจุดแข็งของการแพทย์แผนปัจจุบันเข้ากับการดูแลสุขภาพเชิงรุกผ่านโภชนาการและวิถีชีวิต

จากเนื้อหาทั้งหมด สามารถกลั่นกรองเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและปฏิบัติได้ 3 ประการ ดังนี้:

  1. การบูรณาการองค์ความรู้: ควรพิจารณาบทบาทของ โภชนาการและวิถีชีวิต ในฐานะเครื่องมือสำคัญในการรักษาและป้องกันโรคเรื้อรัง ควบคู่ไปกับการรักษาตามมาตรฐาน
  2. การให้ความสำคัญกับตัวชี้วัดเชิงชีวภาพ: การกำหนดให้ค่า บลัด ยูเรีย ไนโตรเจน (BUN) เป็นหนึ่งใน ตัวชี้วัดสำคัญ (Key Biomarker) ในการติดตามผลการรักษาและประเมินความเสี่ยง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็ง และผู้ป่วยโรคไตเสื่อม ไตวาย
  3. การเสริมพลังอำนาจให้ผู้ป่วย (Patient Empowerment): การให้ความรู้ที่ถูกต้อง ชัดเจน และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงแก่ผู้ป่วยและผู้ดูแล เป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จในการรักษา

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความมุ่งมั่นและวินัยของผู้ป่วย คือปัจจัยอันทรงพลังที่สุดในการหลุดพ้นจากกลุ่มโรค NCDs

 

ขอบคุณสำหรับการอ่านครับ


บทความที่เกี่ยวข้อง
อันตรายของไขมันทรานส์
ไขมันทรานส์ (Trans Fat) คือ กรดไขมันไม่อิ่มตัว ที่มีโครงสร้างทางเคมีแตกต่างจากไขมันทั่วไป (โดยเฉพาะการจัดเรียงของอะตอมไฮโดรเจน) ซึ่งส่งผลให้มีคุณสมบัติคล้ายไขมันอิ่มตัว มักพบในอาหารแปรรูปและถือเป็นไขมันที่อันตรายที่สุดชนิดหนึ่งต่อสุขภาพ
11 Dec 2025
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
เปรียบเทียบสินค้า
0/4
ลบทั้งหมด
เปรียบเทียบ
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy