แชร์

รอบรู้เรื่อง “ไต” และ 3 ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระวัง

ไตเป็นอวัยวะสำคัญที่ทำหน้าที่กรองของเสียออกจากเลือด ควบคุมสมดุลน้ำและเกลือแร่ รวมถึงช่วยควบคุมความดันโลหิต หากไตได้รับความเสียหายอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของไตลดลง และนำไปสู่โรคไตเรื้อรังได้

สิ่งที่น่ากังวลคือ โรคไตเรื้อรังในระยะแรกมักไม่แสดงอาการชัดเจน ผู้ป่วยบางรายจึงไม่ทราบว่าไตเริ่มทำงานผิดปกติ จนกระทั่งตรวจพบจากการตรวจเลือดหรือปัสสาวะ

1.ทำความรู้จักโครงสร้างและหน้าที่ของไต

โดยปกติร่างกายมนุษย์มีไต 2 ข้าง อยู่บริเวณด้านหลังช่องท้อง ใกล้กับกระดูกสันหลัง ไตแต่ละข้างประกอบด้วยหน่วยไตจำนวนมาก ซึ่งทำหน้าที่กรองเลือดและปรับสมดุลสารต่าง ๆ ในร่างกาย

หน้าที่สำคัญของไต ได้แก่

  • กรองของเสียและสารส่วนเกินออกจากเลือดผ่านทางปัสสาวะ
  • ควบคุมปริมาณน้ำและเกลือแร่ เช่น โซเดียมและโพแทสเซียม
  • ช่วยควบคุมความดันโลหิต
  • ผลิตฮอร์โมนที่กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง
  • ช่วยกระตุ้นวิตามินดีให้ร่างกายนำไปใช้ควบคุมสมดุลแคลเซียม

ภายในไตมีหลอดเลือดฝอยขนาดเล็กจำนวนมาก โดยเฉพาะบริเวณโกลเมอรูลัส (Glomerulus) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบกรองเลือด หากหลอดเลือดเหล่านี้ได้รับความเสียหาย อาจส่งผลให้โปรตีนรั่วออกมาในปัสสาวะและการทำงานของไตลดลง

2.โรคเบาหวาน ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำร้ายไต

โรคเบาหวานเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของโรคไตเรื้อรัง เนื่องจากระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงเป็นเวลานานสามารถทำลายหลอดเลือดฝอยและระบบกรองของไต

เมื่อระบบกรองของไตเสียหาย อาจทำให้มีอัลบูมินรั่วออกมาในปัสสาวะ และหากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม การทำงานของไตอาจเสื่อมลงอย่างต่อเนื่อง

แนวทางป้องกันและดูแลสุขภาพไตในผู้ป่วยเบาหวาน

  • ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดตามเป้าหมายที่แพทย์กำหนด
  • ลดเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงและอาหารหวานจัด
  • เลือกรับประทานอาหารที่มีใยอาหารอย่างเหมาะสม
  • ออกกำลังกายตามความสามารถและสภาพร่างกาย
  • ตรวจการทำงานของไตและอัลบูมินในปัสสาวะเป็นประจำตามคำแนะนำของแพทย์

3.โรคความดันโลหิตสูง ภัยเงียบที่ส่งผลต่อไต

ความดันโลหิตสูงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่สามารถทำให้ไตเสื่อมได้ เนื่องจากแรงดันเลือดที่สูงอย่างต่อเนื่องส่งผลให้หลอดเลือดขนาดเล็กภายในไตเกิดความเสียหาย

เมื่อหลอดเลือดในไตเสื่อมสภาพ ประสิทธิภาพการกรองของเสียจะลดลง และในทางกลับกัน เมื่อไตทำงานผิดปกติ ก็อาจส่งผลให้ควบคุมความดันโลหิตได้ยากขึ้น

แนวทางลดความเสี่ยง

  • ตรวจวัดความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ
  • ลดอาหารเค็มจัดและอาหารที่มีโซเดียมสูง
  • ลดการบริโภคอาหารแปรรูปและอาหารสำเร็จรูป
  • รักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม
  • รับประทานยาควบคุมความดันโลหิตตามคำสั่งแพทย์อย่างต่อเนื่อง

การควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมสามารถช่วยชะลอการเสื่อมของไต และลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดได้

4.การใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs อย่างไม่เหมาะสม

ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs (Non-Steroidal Anti-Inflammatory Drugs) เช่น Ibuprofen และ Naproxen เป็นยาที่ใช้บรรเทาอาการปวดและลดการอักเสบ

อย่างไรก็ตาม ยากลุ่มนี้สามารถลดการไหลเวียนของเลือดไปยังไต โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ ผู้ที่มีภาวะขาดน้ำ ผู้ป่วยโรคไต หรือผู้ที่ใช้ยาบางชนิดร่วมกัน

การใช้ยาในขนาดสูง ใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน หรือใช้โดยไม่มีคำ

ข้อควรระวังในการใช้ยา

  • หลีกเลี่ยงการซื้อยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs มาใช้ต่อเนื่องด้วยตนเอง
  • แจ้งแพทย์หรือเภสัชกรหากมีโรคไต เบาหวาน หรือความดันโลหิตสูง
  • ไม่เพิ่มขนาดยาหรือรับประทานยาซ้ำซ้อนโดยไม่ปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวควรปรึกษาแพทย์ก่อนเลือกใช้ยาแก้ปวดแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อ
  • ภาวะไตบาดเจ็บเฉียบพลัน และอาจทำให้โรคไตที่เป็นอยู่แย่ลง

5.สัญญาณเตือนที่อาจบ่งบอกถึงความผิดปกติของไต

โรคไตในระยะแรกอาจไม่มีอาการ แต่หากการทำงานของไตลดลง ผู้ป่วยบางรายอาจพบอาการดังต่อไปนี้

  • ปัสสาวะเป็นฟองมากหรือเป็นฟองต่อเนื่อง
  • มีอาการบวมบริเวณใบหน้า รอบดวงตา เท้า หรือข้อเท้า
  • ปัสสาวะผิดปกติ เช่น ปัสสาวะลดลงหรือมีเลือดปน
  • อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย หรือเบื่ออาหาร
  • ความดันโลหิตสูงหรือควบคุมได้ยาก

อาการเหล่านี้ไม่ได้ยืนยันว่าเป็นโรคไตเสมอไป แต่หากพบความผิดปกติควรเข้ารับการตรวจเพื่อหาสาเหตุ โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง

6.การตรวจสุขภาพไตที่ควรรู้

การตรวจสุขภาพไตช่วยประเมินความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะแรก โดยการตรวจที่สำคัญ ได้แก่

 
การตรวจ ประโยชน์
Creatinine ในเลือด ใช้ร่วมกับข้อมูลผู้ป่วยเพื่อประเมินการทำงานของไต
eGFR ประเมินอัตราการกรองของไต
Urine ACR (uACR) ตรวจหาอัลบูมินรั่วในปัสสาวะ
Urinalysis ตรวจความผิดปกติของปัสสาวะ เช่น โปรตีนหรือเม็ดเลือดแดง
Blood Pressure

ประเมินและติดตามความดันโลหิต

ผู้ที่เป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือมีความเสี่ยงต่อโรคไต ควรได้รับการตรวจตามความเหมาะสม โดยทั่วไปผู้ป่วยเบาหวานควรได้รับการประเมิน eGFR และ uACR อย่างน้อยปีละครั้ง หรือบ่อยขึ้นตามความเสี่ยงและคำแนะนำของแพทย์

7. วิธีดูแลสุขภาพไตในชีวิตประจำวัน

การป้องกันโรคไตสามารถเริ่มต้นได้จากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพอย่างเหมาะสม ทั้งการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย และการติดตามโรคประจำตัว

ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ลดอาหารเค็ม หวาน และอาหารแปรรูป ดื่มน้ำให้เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย ไม่สูบบุหรี่ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

สำหรับผู้ที่มีโรคไตอยู่แล้ว ควรปรับปริมาณโปรตีน น้ำ โซเดียม โพแทสเซียม และฟอสฟอรัสตามระยะของโรคและผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ โดยปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารก่อนจำกัดสารอาหารด้วยตนเอง

สรุป : รู้ทัน 3 ปัจจัยเสี่ยง ดูแลไตก่อนสาย

โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และการใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs อย่างไม่เหมาะสม เป็นปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลต่อสุขภาพไตในระยะยาว

การควบคุมโรคประจำตัว การใช้ยาอย่างปลอดภัย การปรับพฤติกรรมสุขภาพ และการตรวจสุขภาพไตเป็นประจำ จะช่วยลดความเสี่ยงและชะลอการเสื่อมของไตได้

โรงพยาบาลเวลเนสแคร์ (Wellness Care Hospital) ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพผู้ป่วยโรคเรื้อรังอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตและการดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสมกับแต่ละบุคคล


บทความที่เกี่ยวข้อง
6 ขั้นตอนเตรียมตัวก่อนฟอกเลือด ผู้ป่วยไตวายควรรู้อะไรบ้าง?
การฟอกเลือดเป็นขั้นตอนสำคัญในการช่วยกำจัดของเสียและน้ำส่วนเกินออกจากร่างกายของผู้ป่วยไตวาย การเตรียมตัวอย่างถูกต้องก่อนเข้ารับบริการ ไม่ว่าจะเป็นการประเมินสุขภาพ การเตรียมเส้นเลือดสำหรับฟอกไต การควบคุมอาหารและน้ำ รวมถึงการแจ้งข้อมูลยาแก่ทีมแพทย์ จะช่วยให้การฟอกเลือดเป็นไปอย่างปลอดภัยและลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อน บทความนี้รวบรวม 6 ขั้นตอนเตรียมตัวก่อนฟอกเลือด เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยและครอบครัวเข้าใจแนวทางการดูแลตนเอง ลดความกังวล และพร้อมเข้ารับการรักษาอย่างมั่นใจ โดยควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์และพยาบาลอย่างเคร่งครัด
7 8月 2026
ปัจจุบันนายแพทย์บุญชัย อิศราพิสิษฐ์ ยังเป็นแพทย์อยู่ไหมและตรวจที่ไหนบ้าง
ป่วยเป็นมะเร็งรักษากับ นายแพทย์บุญชัยได้ที่ไหน? ป่วยเป็นไตเสื่อม ไตวาย รักษากับ นายแพทย์บุญชัยได้ที่ไหน
23 8月 2025
โปรตีนในอาหาร: ประโยชน์ โทษ และปริมาณที่ร่างกายต้องการ
โปรตีนเป็นสารอาหารสำคัญที่ช่วยสร้างและซ่อมแซมกล้ามเนื้อ เนื้อเยื่อ รวมถึงมีส่วนต่อการทำงานของภูมิคุ้มกัน แต่การรับประทานโปรตีนให้เหมาะสมควรพิจารณาทั้ง ปริมาณ แหล่งของโปรตีน อายุ และภาวะสุขภาพของแต่ละคน เพราะการได้รับมากหรือน้อยเกินไปอาจส่งผลต่อสุขภาพได้ โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคไตและโรคตับ ซึ่งควรได้รับคำแนะนำเฉพาะบุคคลจากแพทย์หรือนักกำหนดอาหาร ร่างกายจะย่อยโปรตีนเป็นกรดอะมิโนเพื่อนำไปใช้งาน และเกิดของเสียจากกระบวนการเผาผลาญ เช่น ยูเรีย ซึ่งไตมีหน้าที่ช่วยขับออก ดังนั้นการเลือกรับประทานโปรตีนจากอาหารที่หลากหลาย เช่น ปลา ไข่ ถั่ว นม และเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน พร้อมรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม จะช่วยให้ได้รับประโยชน์จากโปรตีนอย่างสมดุล โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งอาหารเสริมโปรตีนในปริมาณสูงเสมอไป
21 9月 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy