มะเร็งท่อน้ำดีในตับ ภัยเงียบที่ควรรู้ทัน
มะเร็งท่อน้ำดีในตับเป็นโรคที่มักไม่แสดงอาการชัดเจนในระยะแรก ผู้ป่วยจึงอาจตรวจพบเมื่อก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่หรือเริ่มลุกลามแล้ว การรู้จักอาการเตือน ปัจจัยเสี่ยง และแนวทางการรักษา จะช่วยให้เข้ารับการตรวจวินิจฉัยได้อย่างเหมาะสมและรวดเร็วยิ่งขึ้น
มะเร็งท่อน้ำดีในตับคืออะไร?
มะเร็งท่อน้ำดีในตับ หรือ Intrahepatic Cholangiocarcinoma คือมะเร็งที่เกิดจากเซลล์เยื่อบุของท่อน้ำดีขนาดเล็กซึ่งอยู่ภายในเนื้อตับ ท่อน้ำดีมีหน้าที่ลำเลียงน้ำดีที่สร้างจากตับไปยังถุงน้ำดีและลำไส้เล็ก เพื่อช่วยในการย่อยไขมัน
แม้ก้อนมะเร็งชนิดนี้จะเกิดขึ้นภายในตับ แต่มีต้นกำเนิดจากเซลล์ของท่อน้ำดี จึงแตกต่างจากมะเร็งตับชนิดเซลล์ตับหรือมะเร็งตับเอชซีซี ซึ่งเกิดจากเซลล์เนื้อตับโดยตรง
อาการของมะเร็งท่อน้ำดีในตับ
มะเร็งท่อน้ำดีในตับอาจดำเนินโรคอย่างช้า ๆ และไม่แสดงอาการในระยะแรก เมื่อก้อนมะเร็งโตขึ้นหรือส่งผลต่อการทำงานของตับและทางเดินน้ำดี ผู้ป่วยอาจมีอาการดังต่อไปนี้
- ปวดหรือรู้สึกแน่นบริเวณชายโครงด้านขวา
- ท้องอืด แน่นท้อง หรือคลำพบก้อนในช่องท้อง
- เบื่ออาหาร น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
- อ่อนเพลีย ไม่มีแรง
- คลื่นไส้หรืออาเจียน
- มีไข้หรือมีอาการคล้ายการติดเชื้อในทางเดินน้ำดี
- ตัวเหลือง ตาเหลือง
- ปัสสาวะสีเข้มและอุจจาระสีซีด
- คันตามผิวหนัง
- ท้องโตหรือขาบวมในผู้ป่วยที่โรคส่งผลต่อการทำงานของตับมากขึ้น
อาการเหล่านี้อาจเกิดจากโรคของตับหรือทางเดินน้ำดีชนิดอื่นได้เช่นกัน จึงไม่สามารถยืนยันว่าเป็นมะเร็งจากอาการเพียงอย่างเดียว หากมีอาการต่อเนื่อง น้ำหนักลดผิดปกติ หรือมีภาวะตัวเหลืองตาเหลือง ควรเข้ารับการตรวจจากแพทย์โดยเร็ว
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง
ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของมะเร็งท่อน้ำดีในผู้ป่วยส่วนใหญ่ แต่พบว่าการอักเสบหรือการระคายเคืองของท่อน้ำดีเป็นเวลานาน อาจทำให้เซลล์เยื่อบุท่อน้ำดีเกิดความผิดปกติและเพิ่มความเสี่ยงต่อการพัฒนาเป็นเซลล์มะเร็ง
1.การติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ
พยาธิใบไม้ตับชนิด Opisthorchis viverrini พบได้ในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ติดต่อจากการรับประทานปลาน้ำจืดดิบ ปรุงไม่สุก หรือหมักที่มีตัวอ่อนของพยาธิ
การติดเชื้อซ้ำหรือเรื้อรังทำให้ผนังท่อน้ำดีเกิดการอักเสบ พังผืด และความเสียหายสะสม องค์การอนามัยโลกระบุว่าพยาธิใบไม้ตับชนิดนี้เป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ และมีความสัมพันธ์อย่างชัดเจนกับมะเร็งท่อน้ำดี
2.โรคท่อน้ำดีอักเสบและตีบเรื้อรัง
ผู้ที่เป็นโรคท่อน้ำดีอักเสบแข็งปฐมภูมิ หรือ Primary Sclerosing Cholangitis: PSC มีการอักเสบและเกิดพังผืดในท่อน้ำดีอย่างต่อเนื่อง จึงมีความเสี่ยงต่อมะเร็งท่อน้ำดีเพิ่มขึ้น
3.ความผิดปกติของท่อน้ำดีแต่กำเนิด
ถุงน้ำหรือความผิดปกติของท่อน้ำดีแต่กำเนิดอาจทำให้น้ำดีไหลเวียนไม่สะดวก เกิดการอักเสบหรือติดเชื้อซ้ำ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงของเซลล์
4.5นิ่วในท่อน้ำดีและโรคของตับเรื้อรัง
นิ่วในท่อน้ำดี การอักเสบเรื้อรังของทางเดินน้ำดี โรคตับแข็ง และภาวะตับอักเสบเรื้อรังบางชนิด อาจสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากทำให้เนื้อเยื่อบริเวณตับและท่อน้ำดีได้รับความเสียหายเป็นเวลานาน
อย่างไรก็ตาม การมีปัจจัยเสี่ยงไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นมะเร็ง และผู้ป่วยบางรายอาจเป็นโรคนี้ได้แม้ไม่มีปัจจัยเสี่ยงที่ทราบชัดเจน

การตรวจวินิจฉัย
แพทย์จะประเมินจากอาการ ประวัติสุขภาพ พฤติกรรมการรับประทานอาหาร และโรคประจำตัว ก่อนพิจารณาการตรวจเพิ่มเติม เช่น
- การตรวจเลือดดูการทำงานของตับ ระดับบิลิรูบินและเอนไซม์ตับ
- การตรวจสารบ่งชี้มะเร็ง เช่น CA 19-9 และ CEA เพื่อใช้ประกอบการประเมิน
- การตรวจอัลตราซาวนด์ช่องท้อง
- การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรือ CT Scan
- การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า MRI หรือ MRCP เพื่อดูตับและทางเดินน้ำดี
- การเก็บชิ้นเนื้อส่งตรวจทางพยาธิวิทยาในกรณีที่แพทย์เห็นว่าเหมาะสม
การตรวจภาพถ่ายช่วยประเมินขนาดและตำแหน่งของก้อน การลุกลามเข้าสู่หลอดเลือด ต่อมน้ำเหลือง หรืออวัยวะอื่น รวมทั้งช่วยพิจารณาว่าสามารถผ่าตัดก้อนมะเร็งออกได้หรือไม่
แนวทางการรักษามะเร็งท่อน้ำดีในตับ
การรักษาขึ้นอยู่กับตำแหน่งและขนาดของก้อน ระยะของโรค การแพร่กระจาย การทำงานของตับ สุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย และความเป็นไปได้ในการผ่าตัด
1.การผ่าตัด
หากมะเร็งยังอยู่เฉพาะที่และสามารถนำออกได้ การผ่าตัดเป็นแนวทางสำคัญที่มีเป้าหมายเพื่อกำจัดก้อนมะเร็ง โดยอาจต้องตัดเนื้อตับส่วนที่มีก้อนออกพร้อมเนื้อเยื่อโดยรอบ และประเมินต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียง
หลังผ่าตัด แพทย์อาจพิจารณาให้ยาเคมีบำบัด หรือใช้รังสีรักษาในผู้ป่วยบางราย เพื่อลดความเสี่ยงที่โรคจะกลับมาเป็นซ้ำ
2.ยาเคมีบำบัด
ใช้ในผู้ป่วยที่ไม่สามารถผ่าตัดได้ โรคมีการลุกลามหรือแพร่กระจาย รวมถึงอาจใช้หลังการผ่าตัด การเลือกสูตรยาขึ้นอยู่กับระยะของโรค สุขภาพของผู้ป่วย และดุลยพินิจของแพทย์ผู้รักษา
3.ยาภูมิคุ้มกันบำบัด
ยาภูมิคุ้มกันบำบัดช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้ตรวจจับและต่อสู้กับเซลล์มะเร็ง อาจใช้ร่วมกับยาเคมีบำบัดในผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีระยะลุกลามบางราย
4.ยามุ่งเป้า
ผู้ป่วยระยะลุกลามอาจได้รับการตรวจความผิดปกติของยีนหรือสารชีวภาพของเซลล์มะเร็ง หากพบความผิดปกติที่มียารองรับ แพทย์อาจพิจารณาใช้ยามุ่งเป้าที่ออกฤทธิ์ต่อจุดผิดปกตินั้นโดยเฉพาะ
5.รังสีรักษา
อาจใช้ร่วมกับการรักษาอื่นหรือใช้เพื่อควบคุมก้อนมะเร็ง ลดอาการปวด และบรรเทาอาการในผู้ป่วยที่ไม่สามารถผ่าตัดได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับตำแหน่งและการกระจายของโรค
6.การระบายน้ำดีหรือใส่ท่อค้ำยัน
หากก้อนมะเร็งกดหรืออุดตันท่อน้ำดีจนเกิดตัวเหลือง ตาเหลือง และคัน แพทย์อาจใส่ท่อค้ำยันหรือระบายน้ำดี เพื่อเปิดทางให้น้ำดีไหล ลดอาการ และช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น
รู้เร็ว ช่วยให้วางแผนการรักษาได้เร็วขึ้น
มะเร็งท่อน้ำดีในตับเป็นโรคที่ซับซ้อนและอาจไม่แสดงอาการในระยะแรก ผู้ที่มีประวัติติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ รับประทานปลาน้ำจืดดิบเป็นประจำ มีโรคท่อน้ำดีอักเสบเรื้อรัง หรือมีความผิดปกติของตับและท่อน้ำดี ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการประเมินความเสี่ยง
หากมีอาการปวดชายโครงขวา น้ำหนักลดผิดปกติ ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะเข้ม หรืออุจจาระซีด ควรเข้ารับการตรวจโดยไม่ควรรอดูอาการด้วยตนเอง เพราะการวินิจฉัยและแผนการรักษาจำเป็นต้องพิจารณาเฉพาะบุคคลโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ


